คนศูนย์หัว (ลักษณ์ 5-6-7)
คนศูนย์หัว
คนศูนย์หัว (ลักษณ์ 5-6-7) คือกลุ่มคนที่ถนัดใช้ปัญญาในเชิงความคิดมากกว่าปัญญาในด้านอื่น ๆ ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าคนศูนย์หัวคือกลุ่มคนที่คิดเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าคนศูนย์อื่นนะครับ อันนั้นคนละประเด็นกันครับ คนทุกคนไม่ว่าศูนย์อะไรก็สามารถคิดเชิงตรรกะ เป็นเหตุเป็นผลได้
แต่คนศูนย์หัวคือคนที่ถนัดทำความเข้าใจและตอบสนองต่อเรื่องต่าง ๆ ผ่านความนึกคิด จินตนาการของคนศูนย์หัวจะค่อนข้างแจ่มชัด และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ในเชิงข้อมูล เชิงข้อเท็จจริง (fact) ได้ดีคนศูนย์หัวถนัดที่จะคิดไตร่ตรอง หรือวางแผนก่อนลงมือทำ ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าคนศูนย์หัวจะทำอะไรเชื่องช้า แต่หมายความว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ คนศูนย์หัวมีความคิดที่โลดเล่นอยู่ในหัวมากมาย และมักคิดเชื่อมโยงต่อไปเรื่องอื่น ๆ ได้เรื่อย ๆ หากคนศูนย์ใจหรือคนศูนย์กายขอให้คนศูนย์หัวลิสต์ความคิดที่อยู่ในหัวในช่วงขณะหนึ่งออกมาให้ฟังก็อาจจะตกใจว่าทำไมมีเรื่องคิดในหัวมากมายได้ขนาดนี้
อารมณ์หลักของคนศูนย์หัวคือความกลัวครับ เป็นความกลัวต่อความไม่มั่งคง ไม่ปลอดภัย และความทุกข์ (ซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไปในลักษณ์ 5-6-7) และคนศูนย์หัวก็ใช้ความคิดเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความกลัวนั้น คนลักษณ์ 5-6-7 ใช้ความคิดจัดการกับความกลัวต่างกันยังไง คลิกอ่านในรูปต่อไปของแต่ละลักษณ์ได้เลยครับ
คนลักษณ์ 5
กิเลส (vice) ของคนลักษณ์ 5 คือความโลภ (greed) เอาอีกล้าวว ฟังดูแย่อีกแล้ว แต่ไม่ได้กำลังบอกว่าคนลักษณ์ 5 เป็นคนละโมบโลภมากเหมือนตัวร้ายในหนังที่ต้องการทรัพย์สินเงินทองไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ
คนลักษณ์ 5 มองว่าโลกภายนอกคอยแต่จะรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง และฉกชิงทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่จำกัดไปจากตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลา และพลังงาน และอย่างที่เล่าไว้ว่าอารมณ์หลักของคนศูนย์หัวคือความกลัว ความกลัวของคนลักษณ์ 5 คือความกลัวว่าทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดเหล่านั้นจะหมดลง
ความโลภของคนลักษณ์ 5 คือความโลภสำหรับสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอด และสิ่งสำคัญที่คนลักษณ์ 5 ให้ความสำคัญมากก็คือ “ความรู้” คนลักษณ์ 5 มองว่าความรู้คืออาวุธ ความรู้คืออำนาจ ความรู้นับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประหยัดทรัพยากรอื่น ๆ เพราะเมื่อมีความรู้มาก ก็จะสามารถหาหนทางที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา เงินทอง และพลังงานได้มากกว่าการมีความรู้น้อยแล้วต้องลองผิดลองถูก
อีกสิ่งหนึ่งที่คนลักษณ์ 5 ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ “พื้นที่ส่วนตัว” (หรือบางคนเรียกว่า “ถ้ำ”) คำว่าพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้คือพื้นที่ส่วนตัวทั้งในเชิงกายภาพและพื้นที่ส่วนตัวในทางความคิดและจิตใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 5 ที่จะเล่าถึงในย่อหน้าถัดไปครับ
ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 5 คือการแยกตัวและความคิดออกมา (detache) คือคนลักษณ์ 5 มักแยกตัวหรือปลีกตัวออกมาจากกลุ่มคนเพื่อการประหยัดพลังงานและทรัพยากรอื่น ๆ และต้องการพื้นที่ส่วนตัวในทางกายภาพเพื่อเติมพลังให้กับตัวเอง เช่น บ้านหรือห้องส่วนตัว (ที่มีความเป็นส่วนตัวจริง ๆ) อาจกล่าวได้ว่าคนลักษณ์ 5 มักมีลักษณะของความเป็นคนอินโทรเวิร์ต (introvert) นิด ๆ และมักประหยัดถ้อยประหยัดคำ (เพื่อประหยัดพลังงาน) แต่ไม่ได้แปลว่าคนอินโทรเวิร์ตทุกคนจะเป็นคนลักษณ์ 5 นะครับ และคนลักษณ์ 5 ก็สามารถไปเข้างานสังคมได้ถ้าพวกเขาเห็นว่าการไปนั้นมี “วัตถุประสงค์” (purpose) แต่ถ้าจะให้คนลักษณ์ 5 ไปปาร์์ตี้สังสรรค์เฉย ๆ โดยไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ หรือวัตถุประสงค์อะไรเป็นพิเศษแล้วล่ะก็ คนลักษณ์ 5 จะไม่อยากไปครับ
นอกจากนี้การ detache ของ คนลักษณ์ 5 ยังหมายถึงการแยกอารมณ์ความรู้สึกออกไปจากความคิดได้อย่างหมดจด (คนศูนย์ใจอ่านแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าการแยกอารมณ์ออกไปจากความคิดโดยเด็ดขาดนั้นมันทำกันยังไง ใครอยากทำความเข้าใจอาจจะฝากให้ลองกดแชร์ภาพนี้แล้ว tag เพื่อนคนลักษณ์ 5 ให้มาอธิบายเพิ่มแทนผมหน่อยนะครับ) ทำให้เหลือแต่เพียงข้อเท็จจริงและเหตุผลสำหรับการคิดไตร่ตรองเท่านั้น วิธีนี้เป็นวิธีที่คนลักษณ์ 5 ใช้เพื่อทำให้ตัวเองสามารถควบคุมเวลาและพลังงานของตัวเองได้ เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ควบคุมยาก และถ้าเอาอารมณ์เข้ามาอยู่ในสมการจะทำให้เสียเวลาในการคิดหรือตัดสินใจ
แต่มนุษย์เราไม่สามารถแยกตัวออกมาได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วการที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรต่าง ๆ และความรู้ก็ทำให้คนลักษณ์ 5 ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวและพัวพันกับคนอื่น ๆ และสังคม ดังนั้นหนึ่งในประเด็นการพัฒนาของคนลักษณ์ 5 จึงอยู่ที่การรู้เท่าทันการแยกตัวของตัวเอง เพราะบางครั้งการเข้าไปพัวพันกับคนอื่นบ้างก็เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพกว่าในได้มาซึ่งทรัพยากรที่สำคัญ และตระหนักว่าความคิดที่ว่าพลังงานของตัวเองกำลังจะหมดลงและต้องรีบกลับเข้าถ้ำเพื่อไปชาร์จพลังนั้นไม่ใช่ความจริงเสมอไป นอกจากนี้คนลักษณ์ 5 ควรรู้เท่าทันการแยกอารมณ์ของตัวเอง และรู้จักที่จะผสานอารมณ์เข้ากับความคิดเพื่อเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตัวเองให้มากขึ้น
คนลักษณ์ 5 มองว่าโลกภายนอกคอยแต่จะรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง และฉกชิงทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่จำกัดไปจากตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลา และพลังงาน และอย่างที่เล่าไว้ว่าอารมณ์หลักของคนศูนย์หัวคือความกลัว ความกลัวของคนลักษณ์ 5 คือความกลัวว่าทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดเหล่านั้นจะหมดลง
ความโลภของคนลักษณ์ 5 คือความโลภสำหรับสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอด และสิ่งสำคัญที่คนลักษณ์ 5 ให้ความสำคัญมากก็คือ “ความรู้” คนลักษณ์ 5 มองว่าความรู้คืออาวุธ ความรู้คืออำนาจ ความรู้นับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประหยัดทรัพยากรอื่น ๆ เพราะเมื่อมีความรู้มาก ก็จะสามารถหาหนทางที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา เงินทอง และพลังงานได้มากกว่าการมีความรู้น้อยแล้วต้องลองผิดลองถูก
อีกสิ่งหนึ่งที่คนลักษณ์ 5 ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ “พื้นที่ส่วนตัว” (หรือบางคนเรียกว่า “ถ้ำ”) คำว่าพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้คือพื้นที่ส่วนตัวทั้งในเชิงกายภาพและพื้นที่ส่วนตัวในทางความคิดและจิตใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 5 ที่จะเล่าถึงในย่อหน้าถัดไปครับ
ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 5 คือการแยกตัวและความคิดออกมา (detache) คือคนลักษณ์ 5 มักแยกตัวหรือปลีกตัวออกมาจากกลุ่มคนเพื่อการประหยัดพลังงานและทรัพยากรอื่น ๆ และต้องการพื้นที่ส่วนตัวในทางกายภาพเพื่อเติมพลังให้กับตัวเอง เช่น บ้านหรือห้องส่วนตัว (ที่มีความเป็นส่วนตัวจริง ๆ) อาจกล่าวได้ว่าคนลักษณ์ 5 มักมีลักษณะของความเป็นคนอินโทรเวิร์ต (introvert) นิด ๆ และมักประหยัดถ้อยประหยัดคำ (เพื่อประหยัดพลังงาน) แต่ไม่ได้แปลว่าคนอินโทรเวิร์ตทุกคนจะเป็นคนลักษณ์ 5 นะครับ และคนลักษณ์ 5 ก็สามารถไปเข้างานสังคมได้ถ้าพวกเขาเห็นว่าการไปนั้นมี “วัตถุประสงค์” (purpose) แต่ถ้าจะให้คนลักษณ์ 5 ไปปาร์์ตี้สังสรรค์เฉย ๆ โดยไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ หรือวัตถุประสงค์อะไรเป็นพิเศษแล้วล่ะก็ คนลักษณ์ 5 จะไม่อยากไปครับ
นอกจากนี้การ detache ของ คนลักษณ์ 5 ยังหมายถึงการแยกอารมณ์ความรู้สึกออกไปจากความคิดได้อย่างหมดจด (คนศูนย์ใจอ่านแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าการแยกอารมณ์ออกไปจากความคิดโดยเด็ดขาดนั้นมันทำกันยังไง ใครอยากทำความเข้าใจอาจจะฝากให้ลองกดแชร์ภาพนี้แล้ว tag เพื่อนคนลักษณ์ 5 ให้มาอธิบายเพิ่มแทนผมหน่อยนะครับ) ทำให้เหลือแต่เพียงข้อเท็จจริงและเหตุผลสำหรับการคิดไตร่ตรองเท่านั้น วิธีนี้เป็นวิธีที่คนลักษณ์ 5 ใช้เพื่อทำให้ตัวเองสามารถควบคุมเวลาและพลังงานของตัวเองได้ เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ควบคุมยาก และถ้าเอาอารมณ์เข้ามาอยู่ในสมการจะทำให้เสียเวลาในการคิดหรือตัดสินใจ
แต่มนุษย์เราไม่สามารถแยกตัวออกมาได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วการที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรต่าง ๆ และความรู้ก็ทำให้คนลักษณ์ 5 ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวและพัวพันกับคนอื่น ๆ และสังคม ดังนั้นหนึ่งในประเด็นการพัฒนาของคนลักษณ์ 5 จึงอยู่ที่การรู้เท่าทันการแยกตัวของตัวเอง เพราะบางครั้งการเข้าไปพัวพันกับคนอื่นบ้างก็เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพกว่าในได้มาซึ่งทรัพยากรที่สำคัญ และตระหนักว่าความคิดที่ว่าพลังงานของตัวเองกำลังจะหมดลงและต้องรีบกลับเข้าถ้ำเพื่อไปชาร์จพลังนั้นไม่ใช่ความจริงเสมอไป นอกจากนี้คนลักษณ์ 5 ควรรู้เท่าทันการแยกอารมณ์ของตัวเอง และรู้จักที่จะผสานอารมณ์เข้ากับความคิดเพื่อเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตัวเองให้มากขึ้น
กิเลสของคนลักษณ์ 6 คือความกลัว (fear) ความกลัวของคนลักษณ์ 6 คือความกลัวต่อภัยอันตรายและความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่อาจเกิดขึ้นได้ และจะหาทางป้องกันปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเอาไว้ คนลักษณ์ 6 จึงมักมีแผนสำรองให้กับเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ และไม่ได้มีแผนสำรองแค่แผนเดียว แต่จะมีแผนสำรองหนึ่งสองสามสี่เอาไว้รองรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนลักษณ์ 6 มองว่าโลกนี้ไม่ปลอดภัยและปราศจากความแน่นอน ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ในหัวของคนลักษณ์ 6 คล้ายกับมีคำพูดว่า “what can go wrong, will go wrong” อยู่เสมอ สิ่งที่คนลักษณ์ 6 กลัวอย่างที่สุดก็คือความไม่แน่นอน และในเมื่อโลกนี้ัไม่แน่นอนคนลักษณ์ 6ก็เลยต้องการหาข้อมูลและมีแผนแบ็คอัพเอาไว้รองรับอยู่ตลอด เพื่อทำให้ตัวเองรอดปลอดภัยจากภัยอันตรายรอบตัว
หลายคนอาจจะบอกว่าใคร ๆ ก็กลัวและมีแผนสำรองได้ ใช่ครับ แต่ภาพความกลัวของคนลักษณ์ 6 จะ “จริง” มากสำหรับพวกเขา พวกเขาเห็นสถานการณ์อันเลวร้าย (ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น) ในหัวอย่างชัดเจน ชัดเจนแค่ไหน? ผมว่าเล่าตัวอย่างให้ฟังเลยดีกว่า ตอนวันสิ้นปีของปี 2019 (ก่อนโควิด) ตอนนั้นเพื่อนกลุ่มผมนัดกันไปเคาท์ดาวน์ที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่มีเพื่อนคนนึงในกลุ่มที่มาสาย (ไม่ถึง 1 ชั่วโมง) โดยที่โทรไปก็ไม่รับโทรศัพท์ เพื่อนคนที่เป็นลักษณ์ 6 คนนึงในกลุ่มกังวลเป็นอย่างมาก ในหัวของเค้าคิดไป 108 และพยายามโทรเช็คกับเพื่อนคนอื่น ๆ อีกหลายต่อหลายคน คิดถึงขึ้นว่าจะโทรแจ้งตำรวจดีรึเปล่า โดยเขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนนั้นเขากลัวมากว่าเพื่อนที่มาสายจะโดนรถชนหรืออาจจะถูกลักพาตัว ใช่ครับ “ถูกลักพาตัว” คนอื่นฟังอาจจะงงว่าคิดไปถึงเรื่องนั้นได้ยังไง แต่สำหรับเพื่อนลักษณ์ 6 ของผมคนนั้นเขาคิดจริง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้ และวิตกกังวลราวกับว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้วด้วยซ้ำ (สุดท้ายแล้วเพื่อนคนนั้นก็มาถึงที่ แล้วที่ไม่รับโทรศัพท์เพราะลืมมือถือไว้ที่บ้าน เลยบอกแท็กซี่ให้ขับย้อนกลับไปที่บ้านเลยมาช้าครับ)
เมื่อคนลักษณ์ 6 มองว่าโลกนี้ปราศจากความแน่นอน ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 6 จึงเป็นความสงสัยและการคาดการณ์ล่วงหน้า คนลักษณ์ 6 มีความสงสัยเคลือบแคลงในคนและสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ยอมวางใจในใครหรือสถานการณ์ใด ๆ ง่าย ๆ เมื่อพูดว่าคนลักษณ์ 6 ไม่ยอมวางใจใครง่าย ๆ อาจฟังราวกับว่าคนลักษณ์ 6 เป็นคนปิดใจไม่ยอมเชื่อใจคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วคนลักษณ์ 6 บางคนเคยบอกกับผมว่าคนที่เขาไม่ไว้ใจที่สุดก็คือตัวเองครับ เมื่อไม่สามารถวางใจในสิ่งใดได้ และยิ่งไม่อาจเชื่อมั่นในตัวเองได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนลักษณ์ 6 พยายามมองหาหลักการหรือแผนสำรองต่าง ๆ เอาไว้เกาะเกี่ยวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความวางใจให้กับตัวเอง แต่ปัญหาก็คือต่อให้เสริมด้วยแผนสำรองสักเท่าไหร่ก็จะยังมีความรู้สึกหลงเหลือว่าเสริมไม่พอซักที
ลักษณ์ 6 ในบาง subtype จะพยายามหลีกหนีสิ่งที่ตัวเองกลัว แต่จะมีคนลักษณ์ 6 อยู่หนึ่ง subtype ที่มีวิธีจัดการกับความกลัวแตกต่างกันออกไป คือมีการพุ่งออกไปจัดการกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองกลัวก่อน เข้าทำนอง “เล่นมันก่อนที่มันจะเล่นเรา” คนลักษณ์ 6 ใน subtype นี้บางคนชอบกีฬา extreme ที่มีความเสี่ยงสูง ๆ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของกีฬา extreme กันทุกคนหรอกนะครับ ประเด็นที่เป็นใจความสำคัญอยู่ที่การพุ่งออกไปจัดการกับต้นตอความกลัวของตัวเองในลักษณะที่ไม่ใช่การหลีกหนี ลักษณ์ 6 ใน subtype นี้สามารถโต้เถียงหรือต่อกรกับเจ้านายหรือผู้มีอำนาจเหนือกว่าได้
ประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนาของคนลักษณ์ 6 คือการรู้เท่าทันความกลัวของตัวเอง ว่า worst case scenario ที่ตัวเองเห็นอย่างแจ่มชัดในความคิดและคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นเยอะนั้นจริง ๆ แล้วมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยนะครับ) และเรียนรู้ที่จะมีความเชื่อมั่น (faith) ในศักยภาพและความสามารถของตัวเอง รวมถึงคนอื่นและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้มากขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนลักษณ์ 6 มองว่าโลกนี้ไม่ปลอดภัยและปราศจากความแน่นอน ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ในหัวของคนลักษณ์ 6 คล้ายกับมีคำพูดว่า “what can go wrong, will go wrong” อยู่เสมอ สิ่งที่คนลักษณ์ 6 กลัวอย่างที่สุดก็คือความไม่แน่นอน และในเมื่อโลกนี้ัไม่แน่นอนคนลักษณ์ 6ก็เลยต้องการหาข้อมูลและมีแผนแบ็คอัพเอาไว้รองรับอยู่ตลอด เพื่อทำให้ตัวเองรอดปลอดภัยจากภัยอันตรายรอบตัว
หลายคนอาจจะบอกว่าใคร ๆ ก็กลัวและมีแผนสำรองได้ ใช่ครับ แต่ภาพความกลัวของคนลักษณ์ 6 จะ “จริง” มากสำหรับพวกเขา พวกเขาเห็นสถานการณ์อันเลวร้าย (ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น) ในหัวอย่างชัดเจน ชัดเจนแค่ไหน? ผมว่าเล่าตัวอย่างให้ฟังเลยดีกว่า ตอนวันสิ้นปีของปี 2019 (ก่อนโควิด) ตอนนั้นเพื่อนกลุ่มผมนัดกันไปเคาท์ดาวน์ที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่มีเพื่อนคนนึงในกลุ่มที่มาสาย (ไม่ถึง 1 ชั่วโมง) โดยที่โทรไปก็ไม่รับโทรศัพท์ เพื่อนคนที่เป็นลักษณ์ 6 คนนึงในกลุ่มกังวลเป็นอย่างมาก ในหัวของเค้าคิดไป 108 และพยายามโทรเช็คกับเพื่อนคนอื่น ๆ อีกหลายต่อหลายคน คิดถึงขึ้นว่าจะโทรแจ้งตำรวจดีรึเปล่า โดยเขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนนั้นเขากลัวมากว่าเพื่อนที่มาสายจะโดนรถชนหรืออาจจะถูกลักพาตัว ใช่ครับ “ถูกลักพาตัว” คนอื่นฟังอาจจะงงว่าคิดไปถึงเรื่องนั้นได้ยังไง แต่สำหรับเพื่อนลักษณ์ 6 ของผมคนนั้นเขาคิดจริง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้ และวิตกกังวลราวกับว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้วด้วยซ้ำ (สุดท้ายแล้วเพื่อนคนนั้นก็มาถึงที่ แล้วที่ไม่รับโทรศัพท์เพราะลืมมือถือไว้ที่บ้าน เลยบอกแท็กซี่ให้ขับย้อนกลับไปที่บ้านเลยมาช้าครับ)
เมื่อคนลักษณ์ 6 มองว่าโลกนี้ปราศจากความแน่นอน ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 6 จึงเป็นความสงสัยและการคาดการณ์ล่วงหน้า คนลักษณ์ 6 มีความสงสัยเคลือบแคลงในคนและสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ยอมวางใจในใครหรือสถานการณ์ใด ๆ ง่าย ๆ เมื่อพูดว่าคนลักษณ์ 6 ไม่ยอมวางใจใครง่าย ๆ อาจฟังราวกับว่าคนลักษณ์ 6 เป็นคนปิดใจไม่ยอมเชื่อใจคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วคนลักษณ์ 6 บางคนเคยบอกกับผมว่าคนที่เขาไม่ไว้ใจที่สุดก็คือตัวเองครับ เมื่อไม่สามารถวางใจในสิ่งใดได้ และยิ่งไม่อาจเชื่อมั่นในตัวเองได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนลักษณ์ 6 พยายามมองหาหลักการหรือแผนสำรองต่าง ๆ เอาไว้เกาะเกี่ยวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความวางใจให้กับตัวเอง แต่ปัญหาก็คือต่อให้เสริมด้วยแผนสำรองสักเท่าไหร่ก็จะยังมีความรู้สึกหลงเหลือว่าเสริมไม่พอซักที
ลักษณ์ 6 ในบาง subtype จะพยายามหลีกหนีสิ่งที่ตัวเองกลัว แต่จะมีคนลักษณ์ 6 อยู่หนึ่ง subtype ที่มีวิธีจัดการกับความกลัวแตกต่างกันออกไป คือมีการพุ่งออกไปจัดการกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองกลัวก่อน เข้าทำนอง “เล่นมันก่อนที่มันจะเล่นเรา” คนลักษณ์ 6 ใน subtype นี้บางคนชอบกีฬา extreme ที่มีความเสี่ยงสูง ๆ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของกีฬา extreme กันทุกคนหรอกนะครับ ประเด็นที่เป็นใจความสำคัญอยู่ที่การพุ่งออกไปจัดการกับต้นตอความกลัวของตัวเองในลักษณะที่ไม่ใช่การหลีกหนี ลักษณ์ 6 ใน subtype นี้สามารถโต้เถียงหรือต่อกรกับเจ้านายหรือผู้มีอำนาจเหนือกว่าได้
ประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนาของคนลักษณ์ 6 คือการรู้เท่าทันความกลัวของตัวเอง ว่า worst case scenario ที่ตัวเองเห็นอย่างแจ่มชัดในความคิดและคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นเยอะนั้นจริง ๆ แล้วมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยนะครับ) และเรียนรู้ที่จะมีความเชื่อมั่น (faith) ในศักยภาพและความสามารถของตัวเอง รวมถึงคนอื่นและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้มากขึ้น
คนลักษณ์ 7
กิเลสของคนลักษณ์ 7 คือความตะกละ (gluttony) ความตะกละที่ว่านี้คืความตะกละในความสุข ความสนุกสนานของประสบการณ์ต่าง ๆ คนลักษณ์ 7 มองเห็นสิ่งต่าง ๆ น่าสนุกไปซะหมด และต้องการที่จะได้ลองประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งหมด
คนลักษณ์ 7 มองว่าโลกนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์อันน่าสนุกที่รอให้ได้ไปลิ้มลอง โลกนี้มีโอกาสและทางเลือกมากมาย คนลักษณ์ 7 จึงไม่ชอบการถูกจำกัดอิสระภาพ (freedom) และอึดอัดหากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตีกรอบหรือสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเอง
เมื่อต้องการลิ้มลองประสบการณ์อันน่าสนุกไปซะทั้งหมด คนลักษณ์ 7 จึงเป็นคนที่ค่อนข้าง spontaneous คือแค่คิดว่าอยากทำก็จะลงมือทำเลย เช่น บ้านอยู่นนทบุรี อยู่ ๆ อยากกินก๋วยจั๋บเยาวราชตอนดึกก็จะสามารถขับพุ่งออกมาเยาวราชได้เลย (แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้คงใช้แกร็ปแทนได้แล้ว ตัวอย่างอาจจะเก่าไปนิดนึง...) เราจึงมักเห็นคนลักษณ์ 7 ไปนู่นไปนี่ ทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา
ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 7 คือการวางแผน แม้จะบอกว่าคนลักษณ์ 7 มีความ spontaneous แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่คิดอะไรก่อนทำนะครับ จริง ๆ แล้วในหัวของพวกเขามีการคิดวางแผนทำนู่นทำนี่ได้อย่างรวดเร็ว การคิดวางแผนเหล่านี้ยังเป็นไปเพื่อหลีกหนีการตีกรอบข้อจำกัด และสร้างตัวเลือกที่หลากหลายให้กับตัวเองอีกด้วย
คนลักษณ์ 7 มักรู้สึกสนุกกับเรื่องใหม่ ๆ ในตอนต้น แต่เมื่อความสดใหม่หายไป ความตื่นเต้นและความสนุกก็จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้คนลักษณ์ 7 มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเบื่อง่าย แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถ commit นะครับ คือไม่ได้แปลว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถตกลงปลงใจที่จะทำอะไรไปตลอดแบบร่วมหัวจมท้าย และไม่ได้แปลว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับใครได้ คนลักษณ์ 7 สามารถ commit ได้ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องไม่มาตีกรอบหรือสร้างข้อจำกัดในการออกไปพบกับประสบการณ์อันน่าสนุกของคนลักษณ์ 7 มากเกินไป
ความกลัวของคนลักษณ์ 7 คือความกลัวความทุกข์ คนลักษณ์ 7 กลัวว่าหากปล่อยให้ตัวเองรู้สึกทุกข์แล้วความทุกข์นั้นจะคงอยู่ตลอดไป คนลักษณ์ 7 จึงใช้ความคิดไปกับเรื่องสนุก เรื่องน่าตื่นเต้น เพื่อหนีจากความทุกข์ และยังสามารถตัดประเด็นที่สร้างความทุกข์ออกไปจากความคิดได้อย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งคนลักษณ์ 7 ก็ใช้วิธีการเปลี่ยนมุมมอง (reframe) ต่อเรื่องต่าง ๆ เพื่อทำให้ตัวเองไม่รู้สึกทุกข์ (หนีความทุกข์)
กิเลสของคนลักษณ์ 7 คือความตะกละ (gluttony) ความตะกละที่ว่านี้คืความตะกละในความสุข ความสนุกสนานของประสบการณ์ต่าง ๆ คนลักษณ์ 7 มองเห็นสิ่งต่าง ๆ น่าสนุกไปซะหมด และต้องการที่จะได้ลองประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งหมด
คนลักษณ์ 7 มองว่าโลกนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์อันน่าสนุกที่รอให้ได้ไปลิ้มลอง โลกนี้มีโอกาสและทางเลือกมากมาย คนลักษณ์ 7 จึงไม่ชอบการถูกจำกัดอิสระภาพ (freedom) และอึดอัดหากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตีกรอบหรือสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเอง
เมื่อต้องการลิ้มลองประสบการณ์อันน่าสนุกไปซะทั้งหมด คนลักษณ์ 7 จึงเป็นคนที่ค่อนข้าง spontaneous คือแค่คิดว่าอยากทำก็จะลงมือทำเลย เช่น บ้านอยู่นนทบุรี อยู่ ๆ อยากกินก๋วยจั๋บเยาวราชตอนดึกก็จะสามารถขับพุ่งออกมาเยาวราชได้เลย (แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้คงใช้แกร็ปแทนได้แล้ว ตัวอย่างอาจจะเก่าไปนิดนึง...) เราจึงมักเห็นคนลักษณ์ 7 ไปนู่นไปนี่ ทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา
ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 7 คือการวางแผน แม้จะบอกว่าคนลักษณ์ 7 มีความ spontaneous แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่คิดอะไรก่อนทำนะครับ จริง ๆ แล้วในหัวของพวกเขามีการคิดวางแผนทำนู่นทำนี่ได้อย่างรวดเร็ว การคิดวางแผนเหล่านี้ยังเป็นไปเพื่อหลีกหนีการตีกรอบข้อจำกัด และสร้างตัวเลือกที่หลากหลายให้กับตัวเองอีกด้วย
คนลักษณ์ 7 มักรู้สึกสนุกกับเรื่องใหม่ ๆ ในตอนต้น แต่เมื่อความสดใหม่หายไป ความตื่นเต้นและความสนุกก็จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้คนลักษณ์ 7 มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเบื่อง่าย แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถ commit นะครับ คือไม่ได้แปลว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถตกลงปลงใจที่จะทำอะไรไปตลอดแบบร่วมหัวจมท้าย และไม่ได้แปลว่าคนลักษณ์ 7 จะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับใครได้ คนลักษณ์ 7 สามารถ commit ได้ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องไม่มาตีกรอบหรือสร้างข้อจำกัดในการออกไปพบกับประสบการณ์อันน่าสนุกของคนลักษณ์ 7 มากเกินไป
ความกลัวของคนลักษณ์ 7 คือความกลัวความทุกข์ คนลักษณ์ 7 กลัวว่าหากปล่อยให้ตัวเองรู้สึกทุกข์แล้วความทุกข์นั้นจะคงอยู่ตลอดไป คนลักษณ์ 7 จึงใช้ความคิดไปกับเรื่องสนุก เรื่องน่าตื่นเต้น เพื่อหนีจากความทุกข์ และยังสามารถตัดประเด็นที่สร้างความทุกข์ออกไปจากความคิดได้อย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งคนลักษณ์ 7 ก็ใช้วิธีการเปลี่ยนมุมมอง (reframe) ต่อเรื่องต่าง ๆ เพื่อทำให้ตัวเองไม่รู้สึกทุกข์ (หนีความทุกข์)
และเพื่อหลีกจากความทุกข์ คนลักษณ์ 7 มักใช้เสน่ห์ในการเข้าหาผู้คน และเพื่อสลายแรงต้าน คนลักษณ์ 7 มักมีลักษณะติดตลก เป็นมิตรกับคนอื่น ๆ เวลาไปอบรมใน workshop นพลักษณ์คนลักษณ์ 7 จะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ทุกคนจะสังเกตเห็นและจำได้ เพราะพวกเขามักจะช่างพูดช่างจาและเล่นมุกได้กับทุกคน
ประเด็นสำคัญในการพัฒนาตัวเองสำหรับคนลักษณ์ 7 ก็คือการเรียนรู้ที่จะอยู่นิ่ง ๆ บ้าง และแม้ว่าการ “หนีความทุกข์” เผิน ๆ อาจฟังดูเป็นเรื่องดี เพราะใครล่ะจะอยากทุกข์ แต่จริง ๆ แล้วความทุกข์คือสิ่งที่กำลังบอกมนุษย์ทุกคนว่ามีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของเราที่ไม่ได้รับการดูแล การเรียนรู้ที่จะไม่รีบตัดประเด็นความทุกข์ออกจากความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนลักษณ์ 7 เพื่อที่จะได้หันมาให้ความสำคัญและจัดการกับประเด็นปัญหาบางอย่างในชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่หนีหรือซุกปัญหาไว้ใต้พรม




Comments
Post a Comment