คนศูนย์ใจ (ลักษณ์ 2-3-4)

คนศูนย์ใจ


    
คนศูนย์ใจเป็นคนที่ถนัดใช้ปัญญาด้านอารมณ์ (emotional intelligence) มากกว่าปัญญาแบบอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าคนศูนย์ใจจะเป็นคนตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ คนศูนย์ใจก็สามารถใช้ตรรกะและเหตุผลได้ เพียงแต่ถ้าตรรกะนั้นมันขัดความอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง คนศูนย์ใจก็อาจจะปั่นป่วนในใจได้มากกว่าคนศูนย์อื่น ๆ

    คนศูนย์ใจรับรู้และทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ดี และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองที่คนอื่นมองเข้ามามากกว่าคนศูนย์อื่น (ภาพลักษณ์ที่สำคัญสำหรับลักษณ์ 2-3-4 ก็แตกต่างกัน ไว้อ่านในรายละเอียดของแต่ละลักษณ์นะครับ) เมื่อคนศูนย์ใจให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ การรับรู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไงกับเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่คนศูนย์ใจทำได้ดีครับ (รับรู้ได้ดี แต่บางทีก็อาจจะ over-sensitive ไปบ้างเหมือนกันครับ)

    อารมณ์หลักของคนศูนย์ใจคืออารมณ์เศร้า/ละอายใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์และการได้รับความรัก/ความยอมรับ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อคนศูนย์ใจเป็นอย่างมาก ประเด็นหลักของคนศูนย์ใจคือการต้องการความรักและการยอมรับ และหากรู้สึกว่าไม่ได้รับความรักหรือการยอมรับ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหากรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ (rejection) (ซึ่งการถูกปฏิเสธนี้เป็นสิ่งที่คนศูนย์ใจต้องการหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด) พวกเขาก็จะตกสู่ความเศร้าและความละอายใจในตัวเองได้ง่ายครับ

    คนศูนย์ใจบางคน แม้จะเป็นศูนย์ใจ ก็อาจจะยังไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้ดีเท่าไหร่นะครับ โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบ ส่วนหนึ่งเพราะสังคมสมัยใหม่มักให้ความสำคัญกับตรรกะและเหตุผล และลดทอนคุณค่าของอารมณ์ความรู้สึก จนหลายครั้งการมีอารมณ์ที่เข้มข้นถูกตีตราว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นคนศูนย์ใจ หลาย ๆ คนก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้นอยู่เหมือนกันครับ



คนลักษณ์ 2
คนลักษณ์ 2 มองว่าการจะได้รับความรัก/การยอมรับนั้น ตัวเองจะต้องเป็นผู้ให้ก่อน คนลักษณ์ 2 จึงมีลักษณะเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ และเติมเต็มความต้องการของผู้อื่น (ที่ตัวเองให้ความสำคัญ) คนลักษณ์ 2 รับรู้ความต้องการของคนที่ตัวเองใส่ใจได้ไวมาก และพร้อมจะทำ/ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไปตามความต้องการของคนเหล่านั้น

ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 2 คือการประจบ (flatter) หรือการดึงดูด (attract) คือพอใช้คำว่า “ประจบ” แล้วมันอาจจะฟังดูรุนแรง ดูสอพลอ แต่ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ประจบในที่นี้หมายถึงการพยายามเอาอกเอาใจคนที่คนลักษณ์ 2 ให้ความสนใจ (เพื่อให้ได้ความรัก/การยอมรับ) ไม่ใช่เรื่องของการประจบเพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศเงินทองอะไรแบบนั้น

คนลักษณ์ 2 มีกิเลส (vice) คือความทระนง (pride) ความทระนงที่ว่านี้คือความทระนงในความสำคัญของตนเองว่าเป็นคนที่คนอื่นต้องพึ่งพา จะเห็นว่ามันเชื่อมโยงกับการเป็นผู้ให้ในย่อหน้าแรก การให้เพื่อให้ได้มาซึ่งความรักของลักษณ์ 2 ไม่ใช่การให้แบบยอมสิโรราบ แต่เป็นการให้ที่แฝงไปด้วยอำนาจ เปรียบเป็นคำพูดก็อาจจะคล้าย ๆ กับ “เธอนี่ทำอะไรไม่ได้เลย ถึงต้องมีฉันอยู่คอยช่วยเหลือไงล่ะ” แต่ไม่ใช่เซ็นส์ของการดูแคลนคนอื่นนะครับ ลองพูดประโยคในเครื่องหมายคำพูดตะกี้ด้วยอารมณ์ยิ้ม ๆ น่ารัก ๆ ดูนะครับ ผมว่าเป็นอารมณ์ประมาณนั้น (ใช่ไม่ใช่ยังไง ใครเป็นลักษณ์ 2 ช่วยมาคอนเฟิร์มหรือทักท้วงผมในคอมเมนต์ให้หน่อยนะครับ:-))

เวลาคนลักษณ์ 2 ให้อะไรใคร หรือทำอะไรให้ใคร พวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งของเป็นการตอบแทน ไม่ได้ต้องการการกระทำแบบเดียวกันกลับมา แต่สิ่งที่คนลักษณ์ 2 ต้องการคือการแสดงออกถึงการรับรู้และชื่นชมในสิ่งที่คนลักษณ์ 2 ทำให้ (เพราะสิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าได้รับการยอมรับ) เช่น หากคนลักษณ์ 2 ซื้อขนมไปฝากใคร คนลักษณ์ 2 แค่อยากได้ยินว่า “ดีใจจัง” “ขอบคุณนะ” หรือ “อร่อยจังเลย” กลับกันหากคุณกินขนมที่คนลักษณ์ 2 เอามาให้แล้วพูดว่า “ไม่อร่อยอะ” แล้ววางขนมลงทันที สิ่งนี้จะทำให้คนลักษณ์ 2 เสียเซลฟ์เป็นอย่างมาก ในกรณีที่ไม่ค่อยถูกปากแนะนำว่าให้พูดเลี่ยง ๆ หรือบอกให้คนลักษณ์ 2 รู้ว่าคุณรู้สึกดีที่เขาหรือเธออุตส่าห์ซื้อขนมมาฝากนะครับ

คนที่เป็นเป้าหมายการเอาใจของคนลักษณ์ 2 ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่จำกัดอยู่ในวงคนสำคัญของคนลักษณ์ 2 ครับ คำว่าคนสำคัญนี่จะเป็นคนใกล้ตัวหรือไกลตัวแค่ไหนก็แล้วแต่คนอีกครับ บางคนอาจจะเน้นคนในครอบครัว บางคนเฉพาะเพื่อนสนิท บางคนเน้นแฟน บางคนรวมไปถึงเพื่อนที่ทำงานด้วย (ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับ subtype ด้วย)

ด้วยความคิดยึดติดคือการประจบ คนลักษณ์ 2 ปรับตัวเองตามความต้องการของคนสำคัญ จนบางทีก็ไม่รู้ว่าความต้องการของตัวเองคืออะไร (ในประเด็นนี้มีความต่างกับลักษณ์ 9 ตรงที่คนลักษณ์ 9 โอนอ่อนไปตามคนและสภาพแวดล้อมเพื่อหลีกหนีความขัดแย้ง ไม่ใช่เพื่อต้องการเอาใจใคร) คนลักษณ์ 2 ที่มุ่งความสนใจไปที่คนรักจะยอมเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไปในแบบที่คนรักต้องการ (แม้ว่าคนรักจะขอหรือไม่ก็ตาม) เช่น หากคนรักชอบไปปีนเขา คนลักษณ์ 2 ก็พร้อมที่จะปีนเขาไปกับเขา หากคนรักชอบคนแต่งตัวสไตล์มินิมอล คนลักษณ์ 2 ก็พร้อมจะเก็บเสื้อผ้าสไตล์เยอะสิ่งในตู้ทั้งหมดลงกล่อง แล้วออกไปช็อปเสื้อผ้ามินิมอลเข้ามาแทน

ประเด็นการพัฒนาสำหรับคนลักษณ์ 2 จึงเป็นการรับรู้ความต้องการของตนเอง และรู้จักที่จะหยุดการทำเพื่อผู้อื่นแล้วหันมาทำตามความต้องการของตัวเองเสียบ้าง เพราะบางครั้งคนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ต้องการสิ่งที่คนลักษณ์ 2 คิดว่าพวกเขาต้องการเสมอไป และเพราะการทำตามแต่ความต้องการของคนอื่นโดยละเลยความต้องการของตัวเองจะทำให้คนลักษณ์ 2 เหนื่อยและทุกข์ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการกระทำนั้นไม่ได้รับการตอบสนองในทางที่ดี

คนลักษณ์ 2 ควรเข้าใจว่าตนเองควรค่าแก่ความรัก โดยที่ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับการเป็นผู้ให้ของตน


คนลักษณ์ 3
    คนลักษณ์ 3 มองว่าการจะได้รับความรัก/การยอมรับนั้น ตัวเองจะต้อง “ประสบความสำเร็จ” คนลักษณ์ 3 จึงมักให้ความสำคัญกับงานและเป้าหมาย ความสำเร็จในหน้าที่การงานและการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแรงขับเคลื่อนของคนลักษณ์ 3

    ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 3 คือ การแสดง (perform) การแสดงที่ว่านี้คือการแสดงไปตามบทบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับความสำเร็จหรือเป้าหมาย คนลักษณ์ 3 รับรู้ได้เร็วว่าใครชอบคนแบบไหน และจะแสดงตัวตนในแบบที่คนคนนั้นชอบ และเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์

    คนลักษณ์ 3 ปรับตัวแสดงไปตาม “หมวก” หรือ “บทบาท” เมื่ออยู่กับเพื่อนคนลักษณ์ 3 ก็จะแสดงบุคลิกที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน และเมื่ออยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มที่มีลักษณะต่างออกไปจากเพื่อนกลุ่มที่แล้วคนลักษณ์ 3 ก็จะแสดงตัวตนอีกแบบที่เหมาะสมกับเพื่อนกลุ่มนี้แทน เมื่ออยู่ในที่ทำงานก็จะปรับตัวให้เหมาะกับคนที่ทำงาน เมื่อเป็นพ่อหรือแม่ก็จะมีการแสดงออกที่เหมาะสมกับความเป็นพ่อหรือแม่

    หลายคนอาจจะกำลังคิดว่าทุกคนก็มีหมวกหลายใบเหมือนกัน เวลาเราพูดกับเพื่อนก็ไม่เหมือนเวลาพูดกับพ่อแม่ ใช่ครับ แต่สำหรับคนลักษณ์ 3 การแสดงที่ว่านี้จะไหลลื่นราวกับน้ำที่แปรผันไปตามรูปทรงของภาชนะเลยทีเดียว ในภาษาอังกฤษบางคนเรียกคนลักษณ์ 3 ว่าเป็น shape-shifter บางคนที่ได้มีโอกาสเห็นคนลักษณ์ 3 ในบทบาทที่แตกต่างกัน หากไม่เข้าใจ ก็อาจมองว่าคนลักษณ์ 3 เป็นคนเฟค (fake) หรือไม่จริงใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ คนลักษณ์ 3 ก็จริงใจไม่ต่างไปจากคนลักษณ์อื่น ๆ เพียงแต่จะปรับตัวเพื่อให้ได้รับการยอมรับเท่านั้นเอง

    จุดสังเกตนึงที่ผมเจอบ่อยในเพื่อนคนลักษณ์ 3 ก็คือในรถของพวกเขามักจะมีเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบ (โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง ที่มีเสื้อผ้าหลายแบบกว่าผู้ชาย) สำหรับการเข้าสังคมในทุกโอกาส ไม่ว่าจะทางการ กึ่งทางการ หรือไม่ทางการ

    กิเลส (vice) ของคนลักษณ์ 3 คือความหลอกลวง (deceit) ฟังดูแย่อีกแล้ว แต่จริง ๆ ก็หมายถึงการแสดงไปตามบทบาทนั่นแหละครับ และอีกแง่หนึ่งของการหลอกลวงก็คือการไม่ยอมแสดงออกหรือรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอารมณ์เชิงลบ คนลักษณ์ 3 ไม่ค่อยยอมให้ความเศร้าเกาะกินหัวใจ เพราะมองว่าความเศร้านั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็น และกลับจะมาขัดแข้งขัดขาความสำเร็จ

    สิ่งที่คนลักษณ์ 3 ต้องการหลีกเลี่ยงอย่างที่สุดก็คือความล้มเหลว คนลักษณ์ 3 จะไม่สู้ในสนามที่พวกเขาคิดว่าไม่มีทางชนะ แต่ถ้าประเมินว่ามีโอกาสชนะได้และลงสนามไปแล้วก็เชื่อได้เลยว่าคนลักษณ์ 3 จะงัดทุกกลยุทธ์ออกมาใช้และทุ่มเทพลังงานเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

    การได้รับคำชื่นชม หรือรางวัล เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของคนลักษณ์ 3 ตรงนี้ต่างจากคนลักษณ์ 2 ตรงที่คนลักษณ์ 2 ต้องการคำขอบคุณหรือชื่นชมจากคนสำคัญเท่านั้น แต่คนลักษณ์ 3 ต้องการคำชื่นชมที่ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ เช่น การได้รับรางวัลเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ ได้รับผลการประเมินดีเยี่ยมอย่างเป็นทางการ หรือการที่งานที่ตัวเองทำมี impact ต่อบริษัทหรือสังคมอย่างชัดเจนและทุกคนรับรู้

    เมื่อคนลักษณ์ 3 แสดงไปตามบทบาทและความเหมาะสม ทำให้คนลักษณ์ 3 ไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคือคนแบบไหน ประกอบกับการละเลยอารมณ์เชิงลบ ก็ทำให้คนลักษณ์ 3 ไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ประเด็นการพัฒนาตัวเองของคนลักษณ์ 3 จึงเป็นการเรียนรู้ที่จะ “รู้สึก” อารมณ์เชิงลบ และเรียนรู้ที่จะลดหรือละการแสดงลงไปบ้าง

    คนลักษณ์ 3 ควรเรียนรู้ที่จะเห็นว่าตัวเองควรค่าแก่ความรักและการยอมรับ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องประสบความสำเร็จหรือแสดงบทบาทใด ๆ



คนลักษณ์ 4
    และแล้วก็มาถึงคิวของลักษณ์ 4… ลักษณ์ที่ทุกคนโอดครวญกันว่าเข้าใจยากเสียเหลือเกิน ลักษณ์ที่ทุกคนในเวิร์คช็อปนพลักษณ์พยายามตั้งใจฟัง แต่ฟังยังไงก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ

    ผมเคยตั้งชื่อลักษณ์ 4 เล่น ๆ ว่า “ลักษณ์ quantum physics”
เหมือนกับที่ก่อนจะเปิดกล่องออกมานั้น แมวของชโรดิงเจอร์ทั้งมีชีวิตอยู่และตายไปแล้วในเวลาเดียวกัน (งงมั้ยครับ… ถ้างงก็ถูกแล้วครับ 55)

เข้าใจยาก? ครับ เข้าใจยาก (สำหรับคนลักษณ์อื่น) แต่เข้าใจได้ 😉

    คนลักษณ์ 4 มองว่าการจะได้รับความรัก/การยอมรับนั้น ตัวเองจะต้อง “จริงแท้” (authentic) หรือ “เป็นเอกลักษณ์” (unique) เมื่อฟังอย่างนี้แล้วหลายคนอาจจะคิดว่าคนลักษณ์ต้องแต่งตัวอินดี้ ๆ ทำสีผมแปลก ๆ ไม่เหมือนใคร แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นนะครับ (แม้ว่าบางคนจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม) ความจริงแท้หรือเอกลักษณ์เหล่านี้อาจสะท้อนออกมาในรูปแบบของการมีทักษะที่หลากหลาย การมีความรู้หรือเข้าถึงศาสตร์อะไรบางอย่างอย่างลึกซึ้ง การทำงานที่ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์อะไรบางอย่าง ฯลฯ ซึ่งจะเป็นความจริงแท้หรือเอกลักษณ์ในประเด็นไหนบ้างนั้นลักษณ์ 4 แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันครับ

    เมื่อพูดถึงความสมบูรณ์ใน “ความจริงแท้” ที่คนลักษณ์ 4 ต้องการไปให้ถึงนั้น มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอุดมคติ (ideal) ครับ คนลักษณ์ 4 เองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าอะไรคือความจริงแท้หรือเอกลักษณ์ที่ต้องการไปให้ถึง และหากไปถามคนลักษณ์ 4 ในระดับทั่วไปที่ยังไม่ค่อยได้ทำงานกับตัวเองว่าต้องการมีเอกลักษณ์หรือไม่ ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า “ไม่” ครับ คือส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่ได้ต้องการที่จะไม่เหมือนใคร ก็แค่เป็นตัวเองในแบบที่เป็น (ตรงนี้สะท้อนถึงความต้องการ authentic) แล้วถ้าไปถามคนลักษณ์ 4 ว่าตัวเองมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครหรือไม่ ก็มักจะตอบกันว่า “ไม่” ครับ แม้คนรอบตัวจะรู้สึกว่าอินดี้ซะเหลือเกินก็ตาม

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนลักษณ์ 4 ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีเอกลักษณ์ ก็เพราะว่าคุณลักษณะเด่นที่คนอื่นมองว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนลักษณ์ 4 นั้น สำหรับตัวคนลักษณ์ 4 เองมองว่ามันยังดีไม่พอ เมื่อยังดีไม่พอ สิ่งนั้นก็ไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ และเหตุผลที่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยดีพอ ก็เพราะว่ามันจะดีพอก็ต่อเมื่อไปถึงอุดมคติ (ideal) ซึ่งไม่มีวันไปถึงนั่นเองครับ

    ความคิดยึดติดของคนลักษณ์ 4 คือการเปรียบเทียบครับ คนลักษณ์ 4 เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และจะใส่ใจจดจ่อไปกับสิ่งที่คนอื่นมีแต่ตัวเองไม่มี มองเห็นข้อเสียและความพร่องของตัวเองอยู่เสมอ จนทำให้คนลักษณ์ 4 ในภาพจำของใครหลาย ๆ คนคือคนอมทุกข์ (แต่ก็ไม่จำเป็นนะครับ ลักษณ์ 4 ที่ดูไม่อมทุกข์ก็มี)

    เมื่อมองเห็นความพร่องและความไม่สมบูรณ์ในตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เป็นการยากมากที่จะให้คนลักษณ์ 4 “บอกว่าตัวเองมีดีอะไร” แม้คนรอบตัวจะมองเห็นความสามารถหรือข้อดีของคนลักษณ์ 4 และพูดออกมาได้ง่ายดาย แต่สำหรับคนลักษณ์ 4 แล้วจะกระดากปากและปั่นป่วนใจเป็นอย่างมากที่จะต้องบอกว่าตัวเองมีอะไรดี นั่นเพราะสำหรับคนลักษณ์ 4 แล้ว “มันไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น”

    กิเลส (vice) ของลักษณ์ 4 เป็นความอิจฉา ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบ ลักษณ์ 4 คิดว่าตัวเองขาดพร่องอยู่เสมอ ในขณะที่คนอื่นช่างเพียบพร้อมไปทั้งหมด

    บางคนอาจจะบอกว่าทุกคนก็มีการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทุกคนก็อิจฉาได้ ใช่ครับ แต่สำหรับคนลักษณ์ 4 การเปรียบเทียบจะนำไปสู่การโฟกัสที่ความพร่องของตัวเองเสมอ หากเปรียบเทียบแล้วตัวเองดีกว่าคนลักษณ์ 4 มักไม่ค่อยเก็บไว้ในความทรงจำ แต่เมื่อไหร่ที่เจอจุดที่พร่องกว่าของตัวเองก็จะใส่ใจจดจ่อกับความพร่องนั้นอยู่นาน

    แม้คนลักษณ์ 4 จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แต่คนลักษณ์ 4 ก็ไม่ชอบให้ใครเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบว่าเหมือนกัน “เธอเหมือนคนนั้นเลย” เพราะนี่เท่ากับเป็นการทำลายความจริงแท้หรือเอกลักษณ์ของตัวตนของคนลักษณ์ 4 และจะยิ่งแย่เข้าไปอีกหากเป็นการเปรียบเทียบในทางที่ไม่ดี เช่น “เขาทำได้ดีกว่าเธออีก”

    อีกประเด็นที่คนลักษณ์ 4 ไม่ชอบเอามาก ๆ คือการ “สอน” หรือ “ให้คำแนะนำ” โดยที่คนลักษณ์ 4 ไม่ได้ขอ/ไม่ได้ถาม เช่น การบอกคนลักษณ์ 4 ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องลุค (look) ว่า “เธอตัดผมสั้นน่าจะดีกว่านะ” หรือ “ลดน้ำหนักลงหน่อยดีกว่ามั้ย” อันตรายมากครับ สำหรับคนลักษณ์ 4 นี่เป็นสิ่งที่เชือดเฉือนหัวใจมาก (สำหรับลักษณ์ 4 ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้) เพราะคนลักษณ์ 4 เห็นความพร่องของตัวเองดีกว่าใคร แล้วการที่มีคนมาแนะนำในประเด็นที่คนลักษณ์ 4 เองก็เห็นความพร่องของตัวเองอยู่แล้วยังเป็นการ “ตัดทางเลือกในการทำตัวเองให้ดีขึ้น” สำหรับคนลักษณ์ 4 อีกด้วย จากตัวอย่างที่กล่าวไป จริง ๆ แล้วคนลักษณ์ 4 อาจจะเห็นด้วยว่าตัดผมสั้นดีกว่า แต่หลังจากที่โดนบอกให้ตัดสั้น คนลักษณ์ 4 ก็จะไม่สามารถตัดผมสั้นได้ง่าย ๆ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำตามคำแนะนำของคนอื่น (ที่ไม่ได้ถาม) ซึ่งนั่นนับว่าเป็นความ “ไม่ authentic”

    ประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนาตัวเองของคนลักษณ์ 4 คือการรับรู้ว่าตัวเองควรค่าแก่ความรักและการยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์หรือจริงแท้ การปล่อยมือออกจากอุมคติเสียบ้าง และการเข้าใจโดยแท้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มองเห็นและโอบกอด (embrace) ข้อดีของตัวเองโดยไม่ต้องมีติ่งห้อยท้ายว่า “มันไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น”

Comments

Popular posts from this blog

Enneagram คืออะไร?

คนศูนย์หัว (ลักษณ์ 5-6-7)